ไครเมียเป็นภูมิภาคตากอากาศที่สำคัญที่สุดของรัสเซีย โดยเป็นคาบสมุทรทางตอนใต้ยื่นไปในทะเลดำ มีอากาศอบอุ่นทั้งปี จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่นอกจากคนรัสเซียธรรมดาๆ จะไปพักผ่อนที่ไครเมียแล้ว บรรดาเหล่าผู้ปกครองชาวรัสเซียก็นิยมไปสร้างที่พักตากอากาศถาวร ณ ภูมิภาคนี้ด้วย พระราชวังลิวาเดียเป็นหนึ่งในนั้น โดยพระราชวังลิวาเดียถือเป็นบ้านพักตากอากาศที่สำคัญที่สุดของราชวงศ์โรมานอฟ และเป็นพระราชวังสุดท้ายที่ราชวงศ์โรมานอฟสร้างขึ้น และแม้จะหมดอำนาจไปในเวลาต่อมา สถานที่แห่งนี้ยังกลายเป็นที่พักตากอากาศของผู้ปกครองในยุคสหภาพโซเวียตต่อมาอีกด้วย แล้ว 9 ข้อ + 1 ของพระราชวังลิวาเดียน่ารู้ยังไง …… 1) ลิวาเดียเป็นพระราชฐานตากอากาศของราชวงศ์ พระราชวังลิวาเดียตั้งอยู่ทางตอนใต้ของไครเมีย ไม่ไกลจากตัวเมืองยัลตาอันเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมของ ชาวรัสเซียทั่วๆไป สภาพอากาศในเขตนี้ได้ชื่อเป็นแหล่งพักฟื้นและเป็นแหล่ง พักผ่อนที่สำคัญของเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีการสร้างทางรถไฟในศตวรรษที่ 19 ในปี 1861 พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 (Alexander II) ทรงซื้อที่ดินในตำบลลิวาเดียและสร้างพระราชวังขึ้นมาแห่งหนึ่งเพื่อเป็นของกำนัลแก่พระมเหสีและจากนั้นไม่นานก็สร้างพระราชวังน้อยพระราชทานแก่ซาเรวิชอเล็กซานเดอร์ (Tsarevich Alexander) ผู้ที่จะขึ้นครองราชย์และจะเป็นผู้ที่เสด็จแปรพระราชฐานมาที่นี่บ่อยครั้งและสวรรคต ณ ที่นี่เช่นกัน ณ โบสถ์กางเขนศักดิ์สิทธิ์แห่งลิวาเดีย (Church of the Holy Cross) นี่เองที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 (Nicholas II) ทำการขึ้นครองบัลลังก์ต่อจากพระราชบิดาและที่โบสถ์แห่งเดียวกันนี้เจ้าหญิงอาลิกซ์แห่งเฮสส์ (Princess Alix of Hesse and by Rhine) ได้ทรงทำพิธีเปลี่ยนศาสนาเป็นรัสเชียนออร์โธด็อกซ์และได้รับพระนามใหม่เป็นอเล็กซานดร้า เฟโอโดรอฟนา (Alexandra Feodorovna) ผู้เป็นซารีนาในพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 2) ลิวาเดียเป็น “ดาช่า” ที่แพงที่สุดของราชวงศ์โรมานอฟ ตามพระราชประสงค์ในพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ที่ทรงให้ทุบพระราชวังลิวาเดียเดิมทิ้งและสร้างพระราชวังใหม่ให้โอ่อ่าใหญ่โตกว่าองค์เดิมซึ่งพระราชวังใหม่นี้ก็ยังอยู่มาจนทุกวันนี้ พระเจ้าซาร์ทรงใช้ทุนหลายล้านรูเบิลทองคำในการก่อสร้าง มีการวางศิลาฤกษ์ในปี 1910และแล้วเสร็จหลังจากนั้นเพียง 17 เดือน 3) ลิวาเดียเป็นพระราชฐานสำหรับการผ่อนคลายและนันทนาการ พระราชวงศ์มักเสด็จแปรพระราชฐานไปยังลิวาเดียเป็นประจำในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง โดยเสด็จโดยรถไฟพระที่นั่งจากเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์กไปยังเซวาสโตปอลและเสด็จต่อโดยเรือพระที่นั่งไปยังท่าเรือยัลต้าพร้อมขบวนรับเสด็จที่ใหญ่โตสมพระเกียรติ พระเจ้าซาร์ พระราชินีซารีนาและบรรดาพระธิดาและโอรสจะทรงพระเกษมสำราญกับการสูดอากาศบริสุทธิ์ เดินเล่น ว่ายน้ำ อาบแดด ล่าสัตว์หรือขับรถเล่นในระหว่างการแปรพระราชฐาน นอกจากนี้ยังทรงโปรดเทนนิสและการถ่ายภาพซึ่งภาพถ่ายบางส่วนยังคงตกทอดมาถึงปัจจุบัน พระราชวงศ์เสด็จมายังลิวาเดียครั้งสุดท้ายในฤดูใบไม้ผลิในปี 1914 ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 1 จะปะทุขึ้นและตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างฉับพลันในปี 1917 4) ลิวาเดียถูกออกแบบโดยนิโคลัย คราสนอฟ สถาปนิกหลวงหนุ่มไฟแรง พระราชวังลิวาเดียได้รับการออกแบบโดยนิโคลัย คราสนอฟ สถาปนิกหลวงผู้มีพื้นเพจากครอบครัวชาวนา ขณะที่เขาอายุเพียง 24 ปีก็ได้รับพระราชบัญชาจากวังหลวงให้เป็นหัวหน้าคณะสถาปนิกให้ออกแบบตึกรามบ้านช่องในเมืองยัลตา อาคารที่สำคัญๆมากกว่า 60 แห่งถูกออกแบบโดยคราสนอฟ หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 1917 คราสนอฟลี้ภัยไปยังนครคอนสแตนติโนเปิล มอลตา และกรุงเบลเกรดตามลำดับ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ คาราโชเชวิช (Alexander Karajorjevich) แห่งยูโกสลาเวียทรงแต่งตั้งเป็นสถาปนิกหลวงและรับพระบัญชาให้ออกแบบพระราชวังหลายแห่งของยูโกสลาเวีย โดยหนึ่งในนั้นเป็นพระราชวังแห่งเดดิน (Dedin) ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์
ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (9 กันยายน) รัสเซีย มีการจัดงานใหญ่ เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 870 ปี ของการก่อตั้งนครมอสโก โดยจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ มากมายในหลายๆ จุดของมอสโก ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งได้เข้าร่วมในงานคอนเสิร์ตการกุศลที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครั้งนี้บริเวณจัตุรัสแดง ได้กล่าวถึงการเฉลิมฉลองครั้งนี้ รวมทั้งการก่อสร้างและปรับปรุ่งเมืองในหลายๆ ส่วน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชาวเมืองมอสโก ปัจจุบัน มอสโกเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในรัสเซีย และเป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ด้วยจำนวนประชากร 12 ล้านคน แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ มอสโก ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งดีและร้านมามากมาย ลองมาย้อนเวลา ทำความรู้จักกับมอสโก เมืองหลวงเก่าและเมืองหลวงปัจจุบันของรัสเซียกันดีกว่า “Come to me, Brother, to Moscow” คือข้อความที่เจ้าชาย ยูริ โดลกอรูกี้ (Yuri Dolgorukiy) เขียนถึงเจ้าชายสวิยโตสลาฟ โอลกาวิช (Sviatoslav Olgovich) ผู้เป็นพระญาติและพันธมิตรในปี ค.ศ.1147 ซึ่งเป็นข้อความแรกที่มีการบันทึกถึงเมืองมอสโก ต่อมาในปี ค.ศ. 1156 เจ้าชายยูริ ได้สร้างป้อมปราการจากไม้ในจุดที่เป็นพระราชวังเครมลินทุกวันนี้ จึงถูกยกให้เป็นเสมือนผู้ก่อตั้งมอสโก แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว บริเวณนี้จะมีผู้คนอาศัยมาอยู่ก่อนบ้างแล้วก็ตาม มอสโก เมื่อครั้งนั้น ยังเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ก่อนที่ต่อมาจะเริ่มพัฒนากลายมาเป็นเมืองสำคัญทางการค้า ในยุคของดมิทรี ดอนสกอย (Dmitry Donskoi) ได้มีการใช้หินปูนขาวในการสร้างกำแพง ทำให้มอสโกเคยมีชื่อรองว่าเมืองหินขาว (Belokamennaya) กาลเวลาล่วงเลยไป หินปูนขาวเริ่มแตกร้าว สมัยพระเจ้าอีวานที่ 3 มหาราช จึงได้ปรับปรุงเครมลินอีกครั้ง โดยใช้สถาปนิกชาวอิตาเลียนเป็นผู้ควบคุมการสร้าง เครมลินรอบนี้ ใช้อิฐสีแดงในการสร้างกำแพง ซึ่งก็คือสีที่เราคุ้นตากับเครมลินในทุกวันนี้ จนถึงสมัยของซาร์อีวานที่ 4 ผู้โหดเหี้ยม พระองค์ได้ใช้ชื่อ “ซาร์” เพื่อเป็นการอ้างถึงคำว่า ซีซาร์ หรือจักพรรดิ และแสดงตัวว่าเป็นผู้สืบทอดอาณาจักรโรมที่ 3 ต่อจากกรุงคอนแสตนติโนเปิลที่ล่มสลายลงไป ในสมัยของพระองค์มีการสร้างวิหารเซนต์บาซิล ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของรัสเซีย วิหารนี้สร้างขึ้นเพื่อฉลองการเอาชนะข่านแห่งคาซานและขยายอาณาเขตไปยังฝั่งตะวันออก ในศตวรรษที่ 17 ช่วงยุคสมัยแห่งความวุ่นวาย มอสโกถูกยึดโดยพวกโปแลนด์ จนกระทั่งคุซมา มินินและ ตมิทรี โปซาร์สกี้ รวบรวมกำลังคนปลดปล่อยเมืองจากพวกโปแลนด์ได้ (อนุเสาวรีย์ของทั้ง 2 ท่าน อยู่ที่หน้าวิหารเซนต์บาซิล) หลังจากนั้น คือ การก้าวสู่อำนาจของ มิคาอิล โรมานอฟ ในปี 1613 อันเป็นจุดเริ่มต้นของราชวงศ์โรมานอฟ ในการปกครองรัสเซียมาอีกกว่า 300 ปี พระเจ้าปีเตอร์มหาราช ได้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในปี
พระเจ้าซาร์ของรัสเซีย คือผู้มีอำนาจสูงสุดของจักรวรรดิรัสเซีย แต่ในหน้าประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 300 ปี ของราชวงศ์โรมานอฟ มีพระเจ้าซาร์หลายพระองค์ที่ประสบชะตากรรมที่ร้ายแรง และอย่างที่เราทราบกันดี คือ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ที่ต้องเสด็จสวรรคตพร้อมครอบครัวโรมานอฟในปี 1918 จากการถูกสังหารหมู่ที่เมืองเยคาเตรินเบิร์ก แต่ก่อนหน้านี้ ยังมีพระเจ้าซาร์อีก 4 พระองค์ ที่ต้องเสด็จสวรรคตอย่างน่าเศร้า ลองมาชมกันว่า มีพระองค์ไหนบ้าง และสาเหตุคืออะไรกัน 1. พระเจ้าซาร์อิวานที่ 6 (Ivan VI Antonovich of Russia) ซาร์อิวานที่ 6 หรือ อิวาน อันโตโนวิช (1740-1764) ประสูติมาในช่วงเวลาที่เรียกกันว่ายุคแห่งการยึดอำนาจวังหลวงในช่วงศตวรรษที่ 18 เมื่อผู้ปกครองผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันครองอำนาจอย่างรวดเร็วฉับพลันจากอิทธิพลของขุนนางในราชสำนัก พระองค์ถูกสถาปนาให้เป็นซาร์ตอนพระชนมายุเพียง 2 เดือน สืบทอดต่อจากพระนางอันนา อิวานอฟนาในปี 1740 ในอีก 2 เดือนต่อมาฝ่ายขุนนางผู้สนับสนุนซาร์อิวานที่ 6 ก็พ่ายแพ้แก่ฝ่ายตรงข้าม พระเจ้าซาร์อิวานที่ 6 ที่ยังไม่ทันได้เดินเตาะแตะก็ถูกคุมขังไปด้วย พระองค์ถูกคุมขังในปราสาทที่ห่างไกลและตัดขาดจากการติดต่อกับผู้คนโดยสิ้นเชิงในตลอดวัยพระเยาว์ ในปี1764 ทหารกลุ่มหนึ่งพยายามยึดอำนาจและปล่อยพระองค์ให้เป็นอิสระ แต่สุดท้ายอิวานที่ 6 ผู้น่าสงสารก็ถูกผู้คุมแทงจนสิ้นพระชนม์ เพื่อไม่ให้ฝ่ายผู้ก่อการชิงตัวไปได้ สิริพระชนมายุรวม 23 พรรษา ปิดฉากพระชนม์ชีพที่น่าเศร้า 2. พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 3 (Peter III of Russia) ซาร์ปีเตอร์ที่ 3 (1728 – 1762) ผู้ประสูติในชาติกำเนิดเป็นเจ้าชายเยอรมัน มีพระนาม คาร์ล ปีเตอร์ อุลริช ทรงเป็นหลานตาของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช เมื่อพระนางเอลิซาเบ็ธที่ 1 สมเด็จป้าสวรรคตจึงขึ้นครองบัลลังก์สืบเป็นพระเจ้าปีเตอร์ที่ 3 พระองค์ครองบัลลังก์ได้เพียง 6 เดือนก็ถูกยึดอำนาจโดยทหารรักษาพระองค์ โดยเฉพาะอเล็กเซย์ ออร์ลอฟ ภายใต้การขยิบพระเนตรของพระนางแคเทอรีน ชาวเยอรมัน พระมเหสี เนื่องจากพระองค์ดำเนินนโยบายที่นิยมปรัสเซียมากเกินและกำลังจะก่อสงครามกับเดนมาร์กโดยพลการ พระนางแคทเทอรีนพระมหสีขึ้นครองอำนาจสืบต่อเป็นซารีนาแคทเทอรีนที่ 2 ในขณะที่อดีตซาร์ปีเตอร์ที่ 3 ถูกคุมขัง ณ พระราชวัง ณ เมือง Ropsha ก่อนจะสิ้นพระชนม์ใน 1 สัปดาห์ต่อมาโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด สิริพระชนมายุรวม 34 พรรษา บ้างก็ว่าพระองค์สิ้นพระชนม์โดยบังเอิญในขณะที่ต่อสู้ในที่คุมขังด้วยเหตุบันดาลโทสะ บ้างก็ว่าออร์ลอฟเป็นผู้ลงมือภายใต้ความเห็นชอบของซารีนาแคทเทอรีนที่ 2 นั่นเอง 3. พระเจ้าซาร์ปอล (ปาเวล) ที่ 1 (Paul I of Russia)
“ประวัติศาสตร์จะไม่ให้อภัยเรา หากเราไม่ฉวยโอกาส เอาอำนาจเสียตอนนี้” (“History will not forgive us if we do not assume power now”) V.I. Lenin 7 พฤศจิกายน 1917 วันนี้เมื่อ 100 ปีก่อน เวลาประมาณ 10.00 น. คณะกรรมการปฏิวัติฝ่ายทหาร ได้ตีพิมพ์คำวิงวอนของเลนิน ถึงพลเมืองรุสเซีย รัฐบาลเฉพาะกาลได้ถูกขับไล่ออกไปแล้ว อำนาจแผ่นดินได้ตกอยู่ในมือของสภาโซเวียต ของผู้แทนกรรมการและทหารแห่งนครเปโตรกราด คือ คณะกรรมการปฏิวัติฝ่ายทหาร ซึ่งเป็นผู้นำชนกรรมาชีพและทหารเปโตรกราด บนแม่น้ำเนวา เรือรบหลวงออโรรา เรือรบหลวงที่เคยเดินทางมากรุงเทพฯ เมื่อครั้งงานพระราชพิธีบรมราชาภิเศกพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ 6 ปีก่อน (1911) ได้ถูกนำเคลื่อนเข้าจอดบริเวณฝั่งตรงข้ามพระราชวังฤดูหนาว 21.40 น. เสียงปืนใหญ่ใส่กระสุนหลอกดังขึ้น ให้สัญญาณโจมตีพระราชวังฤดูหนาวเป็นครั้งสุดท้าย จวบจนเที่ยงคืน กำลังของฝ่ายปฏิวัติ ที่ประกอบด้วยปัญญาชนฝ่ายซ้าย กรรมกร และชาวนา ก็สามารถบุกเข้าไปยังตัวอาคารได้ บรรดานักเรียนนายร้อยได้ทำการต่อสู้อย่างดุเดือดจากห้องกว่าหนึ่งพันห้องของพระราชวังฤดูหนาว ราวตีสองของวันที่ 8 พฤศจิกายน 1917 พระราชวังจึงถูกยึดได้ และรัฐมนตรีของรัฐบาลเฉพาะกาลถูกจับทั้งหมด การปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่นี้ ถูกเรียกว่า การปฏิวัติเดือนตุลาคม หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า “การปฏิวัติสังคมนิยมแห่งเดือนตุลาคมอันยิ่งใหญ” (Great October Socialist Revolution) รวมทั้งยังมีชื่อต่างๆ เช่น ตุลาคมแดง, การลุกฮือเดือนตุลาคม เหตุการณ์นี้ นำไปสู่สงครามกลางเมืองรัสเซีย ที่กินเวลาถึง 5 ปี และเป็นก้าวสำคัญในการเริ่มต้นของการสถาปนารัฐสังคมนิยมแรกของโลก ภายใต้ชื่อสหพันธ์สาธารณรัฐโซเวียตรัสเซียต่อมาเป็นสหภาพแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต จ้าวแห่งวงการคอมมิวนิสต์และจุดประกายการปฏิวัติอื่นๆในกาลต่อมา อาทิ มองโกเลีย จีน คิวบา เวียดนาม ลาว ฯลฯ ส่วนสาเหตุที่เรียกเหตุการณ์นี้ว่าการปฏิวัติเดือนตุลาคม เพราะสมัยนั้น นับเอาปฏิทินจูเลียน ซึ่งเป็นแบบเก่า ช้ากว่าปฏิทินเกรโกเรียนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ 13 วัน ซึ่งวันแห่งการปฏิวัตินี้ จะตรงกับวันที่ 25 ตุลาคม เมื่อครั้งรัสเซียยังเป็นสหภาพโซเวียต ถือว่าวันที่ 7 พฤศจิกายนของทุกๆ ปี เป็นวันชาติ และมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนที่ภายหลังจะเปลี่ยนเป็นวันที่ 4 พฤศจิกายน (วันรวมชาติ) ปัจจุบัน มีการเดินพาเหรดบริเวณจัตุรัสแดงในทุกวันที่ 7 พฤศจิกายน แต่ไม่ได้เพื่อเป็นการรำลึกถึงการปฏิวัติโดยตรง แต่เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อปี 1941 ที่ทหารของโซเวียตเดินสวนสนามสู่แนวหน้าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปูตินกล่าวถึงการปฏิวัติเมื่อ 100
End of content
No more pages to load