วาซิลี่ ไซเซฟ วีรบุรุษแห่งสหภาพโซเวียต สไนเปอร์มือหนึ่งผู้กู้ขวัญและกำลังใจให้รัสเซียยามยาก ร้อยเอก วาซิลี่ กรีโกริเยวิช ไซเซฟ ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Enemy At The Gate ที่ Jude Law แสดงนำก็คงจะร้องอ๋ออออออ วาซิลี่หรือชื่อเล่น วาเซีย เกิดเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 1915 ณ มณฑลเทศาภิบาลโอเรนบูร์ก ปัจจุบันคือจังหวัดเชเลียบินสก์ ภูมิภาคเทือกเขาอูราล ในวัยเด็ก วาเซีย ได้รับการฝึกฝนการยิงอย่างแม่นยำจากคุณปู่และพี่ชายด้วยการล่าหมาป่าและกวาง โดยในวัยเพียง 12 ปี วาเซียก็สามารถคว้าถ้วยรางวัลจากการแข่งแม่นปืนกลับบ้านไปได้ เมื่อถึงวัยเกณฑ์ทหาร วาเซียถูกส่งไปประจำการเป็นทหารเรือ ณ กองเรือแปซิฟิก วลาดิวอสต็อกในภาคตะวันออกไกล เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้นและเยอรมันได้รุกรานสหภาพโซเวียตแบบไม่ทันตั้งตัว วาเซียพร้อมเพื่อนๆอาสาให้ถูกส่งไปยังแนวหน้าในสตาลินกราดซึ่งในขณะนั้นเป็นเมืองอุตสาหกรรมหลัก เมืองถูกตั้งชื่อตามผู้นำในสมัยนั้นคือ โยซิฟ สตาลิน และในสมัยนั้น สตาลินหวังสร้างเมืองสตาลินกราดให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมใหญ่ระดับโลกให้สมกับที่มีการนำชื่อของท่านมาเป็นชื่อเมือง ข้างฝ่ายฮิตเลอร์ที่ตอนแรกยกทัพมาหวังบุกกรุงมอสโก หลังบุกไม่ได้ ก็หาทางถล่มกล่องดวงใจของสตาลินให้ย่อยยับในช่วงปี 1942 – 1943 ด้วยการถล่มสตาลินกราดให้กลายเป็นผุยผงเพื่อระบายความแค้นและหาทางเจาะเข้าสู่แหล่งน้ำมันในเชชเนียและอาเซอร์ไบจาน ข้างฝ่ายสตาลินก็จำเป็นอยู่เองที่ต้องปกป้องเมืองที่มีชื่อของเขาประดับหราอยู่ทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้เสียหน้าประชาชนชาวโลก ในยามที่โซเวียตกำลังยากลำบาก สตาลินกราดยังลูกผีลูกคน ต่างฝ่ายต่างผลัดกันยึดครองและใช้อาวุธทุกอย่างที่มี่ถล่มอีกฝ่ายให้พินาศย่อยยับมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่แม้ว่าการศึกจะดำเนินไปเพียง 200 วัน แต่ทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บล้มตายไปราว 2 ล้านคน ถือเป็นการศึกที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์โลกอีกเหตุการณ์หนึ่ง วาเซียได้สร้างชื่อจากการสังหารทหารเยอรมัน และเทคนิคการล่าศัตรูแบบไม่เหมือนใคร ทั้งซ่อนตัวอยู่ในท่อ หรือ ดักรอศัตรูโดยไม่ย้ายที่เป็นวันๆ รวมทั้งสิ้น 225 คน ด้วยปืนซุ่มยิง Mosin-Nagant ทางการโซเวียตได้ประกาศยกย่องและประโคมข่าววีรบุรุษจากเทือกเขาอูราลผู้นี้ให้ชาวโซเวียตรู้จักและเป็นขวัญกำลังใจในการต่อสู้กับศัตรูจนเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ก่อนศึกสตาลินกราดสิ้นสุดลงเพียงไม่กี่วัน ไซเซฟได้รับบาดเจ็บจากลูกระเบิดปืนครกที่ตกใส่ ต้องทำการรักษาดวงตาอย่างเร่งด่วน ในปีเดียวกันวาเซียได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และหลังจากหายจากการบาดเจ็บได้อาสาไปทำการรบสมรภูมิที่เยอรมันจนกระทั่งได้เลื่อนยศเป็นร้อยเอก หลังสงคราม วาเซียได้ย้ายไปอยู่ที่เคียฟ ศึกษาต่อด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอจนเป็นวิศวกรสิ่งทอ ไต่เต้าจนกระทั่งได้เป็นผู้อำนวยการโรงงานสิ่งทอที่เคียฟ หลังจากเกษียณอายุ วาเซียก็ยังคงอยู่ที่เคียฟจนกระทั่งถึงแก่กรรมในวัย 76 ปี ในวันที่ 15 ธันวาคม 1991 เพียงสิบวันก่อนที่สหภาพโซเวียตจะล่มสลาย ในวันที่ 31 ม.ค. 2006 หรือราว 15 ปีต่อมา ร่างของวาเซียถูกย้ายกลับมาฝั่งบริเวณอนุสาวรียแม่แห่งรัสเซีย ณ เมืองโวลโกกราด (ชื่อใหม่ของสตาลินกราด) ร่วมกับวีรบุรุษแห่งสตาลินกราดคนอื่นๆอย่างสมเกียรติ ส่วนเมืองสตาลินกราดนั้นถูกทำลายพินาศโดยสิ้นเชิงจากการศึกที่หนักหน่วง จนต้องเริ่มสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ในปี 1946 กว่าจะได้ฟื้นคืนความเป็นเมืองอุตสาหกรรมดังเดิมก็ใช้เวลาอยู่หลายปี จนกระทั่งเข้าสู่ยุคผู้นำ นายนิกิต้า ครุสชอฟ ได้ทำการเปลี่ยนชื่อเมืองจากสตาลินกราดเป็นโวลโกกราดที่หมายถึงเมืองแห่งแม่น้ำโวลก้าในปี 1961 อันเนื่องมาจากนโยบายล้างบางความเป็นสตาลิน แลนด์มาร์กของโวลโกกราดที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คืออนุสาวรีย์แม่แห่งรัสเซียเพื่อรำลึกถึงลูกๆชาวรัสเซียที่สละชีพเพื่อชาติ เพื่อปกป้องบ้านเกิดของตัวเองนั่นเอง การก่อสร้างคุณแม่เริ่มในปี 1959 และเมื่อปี
ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (9 กันยายน) รัสเซีย มีการจัดงานใหญ่ เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 870 ปี ของการก่อตั้งนครมอสโก โดยจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ มากมายในหลายๆ จุดของมอสโก ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งได้เข้าร่วมในงานคอนเสิร์ตการกุศลที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครั้งนี้บริเวณจัตุรัสแดง ได้กล่าวถึงการเฉลิมฉลองครั้งนี้ รวมทั้งการก่อสร้างและปรับปรุ่งเมืองในหลายๆ ส่วน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชาวเมืองมอสโก ปัจจุบัน มอสโกเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในรัสเซีย และเป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ด้วยจำนวนประชากร 12 ล้านคน แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ มอสโก ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งดีและร้านมามากมาย ลองมาย้อนเวลา ทำความรู้จักกับมอสโก เมืองหลวงเก่าและเมืองหลวงปัจจุบันของรัสเซียกันดีกว่า “Come to me, Brother, to Moscow” คือข้อความที่เจ้าชาย ยูริ โดลกอรูกี้ (Yuri Dolgorukiy) เขียนถึงเจ้าชายสวิยโตสลาฟ โอลกาวิช (Sviatoslav Olgovich) ผู้เป็นพระญาติและพันธมิตรในปี ค.ศ.1147 ซึ่งเป็นข้อความแรกที่มีการบันทึกถึงเมืองมอสโก ต่อมาในปี ค.ศ. 1156 เจ้าชายยูริ ได้สร้างป้อมปราการจากไม้ในจุดที่เป็นพระราชวังเครมลินทุกวันนี้ จึงถูกยกให้เป็นเสมือนผู้ก่อตั้งมอสโก แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว บริเวณนี้จะมีผู้คนอาศัยมาอยู่ก่อนบ้างแล้วก็ตาม มอสโก เมื่อครั้งนั้น ยังเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ก่อนที่ต่อมาจะเริ่มพัฒนากลายมาเป็นเมืองสำคัญทางการค้า ในยุคของดมิทรี ดอนสกอย (Dmitry Donskoi) ได้มีการใช้หินปูนขาวในการสร้างกำแพง ทำให้มอสโกเคยมีชื่อรองว่าเมืองหินขาว (Belokamennaya) กาลเวลาล่วงเลยไป หินปูนขาวเริ่มแตกร้าว สมัยพระเจ้าอีวานที่ 3 มหาราช จึงได้ปรับปรุงเครมลินอีกครั้ง โดยใช้สถาปนิกชาวอิตาเลียนเป็นผู้ควบคุมการสร้าง เครมลินรอบนี้ ใช้อิฐสีแดงในการสร้างกำแพง ซึ่งก็คือสีที่เราคุ้นตากับเครมลินในทุกวันนี้ จนถึงสมัยของซาร์อีวานที่ 4 ผู้โหดเหี้ยม พระองค์ได้ใช้ชื่อ “ซาร์” เพื่อเป็นการอ้างถึงคำว่า ซีซาร์ หรือจักพรรดิ และแสดงตัวว่าเป็นผู้สืบทอดอาณาจักรโรมที่ 3 ต่อจากกรุงคอนแสตนติโนเปิลที่ล่มสลายลงไป ในสมัยของพระองค์มีการสร้างวิหารเซนต์บาซิล ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของรัสเซีย วิหารนี้สร้างขึ้นเพื่อฉลองการเอาชนะข่านแห่งคาซานและขยายอาณาเขตไปยังฝั่งตะวันออก ในศตวรรษที่ 17 ช่วงยุคสมัยแห่งความวุ่นวาย มอสโกถูกยึดโดยพวกโปแลนด์ จนกระทั่งคุซมา มินินและ ตมิทรี โปซาร์สกี้ รวบรวมกำลังคนปลดปล่อยเมืองจากพวกโปแลนด์ได้ (อนุเสาวรีย์ของทั้ง 2 ท่าน อยู่ที่หน้าวิหารเซนต์บาซิล) หลังจากนั้น คือ การก้าวสู่อำนาจของ มิคาอิล โรมานอฟ ในปี 1613 อันเป็นจุดเริ่มต้นของราชวงศ์โรมานอฟ ในการปกครองรัสเซียมาอีกกว่า 300 ปี พระเจ้าปีเตอร์มหาราช ได้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในปี
คือสวนสาธาณะแห่งใหม่ที่น่าไปเยือนใจกลางกรุงมอสโก โดยเมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา มอสโกเพิ่งเปิดตัวสวนสาธารณะใหม่ อยู่ไม่ไกลจากจัตุรัสแดง แต่เดิม พื้นที่ของสวนนี้คือโรงแรม Rossiya โรงแรมห้าดาวที่ครั้งหนึ่งเคยครองตำแหน่งโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนที่โรงแรมจะปิดตัวลงในปี 2006 หลังจากนั้น พื้นที่แห่งนี้ก็ถูกปรับปรุง และกำลังจะมีการสร้างโรงแรม พร้อมอพาร์ทเมนต์และที่จอดรถขนาดใหญ่ แต่ต่อมาถูกยับยั้งแผนนี้ และในปี 2013 ก็มีการประกาศว่า พื้นที่แห่งนี้จะใช้เป็นสวนสาธารณะแห่งใหม่แทน สวน Zaryadye นับเป็นสวนสาธารณะแรกของกรุงมอสโกในรอบ 50 ปี และเป็นสวนขนาดใหญ่ในรอบเกือบ 70 ปี โดยในวันเปิดงานมีประธานาธิบดีปูติน และ นาย เซอร์เก ซอบยานิน นายกเทศมนตรีมอสโก ร่วมพิธีเปิดด้วย ด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 10 เฮคเตอร์ หรือประมาณ 60 กว่าไร่ ทำให้สวนแห่งนี้สามารถแบ่งพื้นที่ใช้สอยได้หลายส่วน ได้แก่ คอนเสิร์ตฮอลล์ขนาด 25,200 ตารางเมตร โดยด้านล่างอาคารสามารถจอดรถได้ถึง 430 คัน ในส่วนของสวนสีเขียว ยังแบ่งเป็น 4 โซน ที่อิงจาก 4 ภูมิประเทศหลักๆ ของรัสเซีย ได้แก่ โซนป่าผสม โซนสเต็ปป์ โซนทุนดรา และ โซนทุ่งหญ้า นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นถ้ำน้ำแข็งที่แข็งตลอดทั้งปี เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับความหนาวเย็นทางแถบภาคเหนือและแถบอาร์คติก รวมทั้งยังมีศูนย์ศึกษาเรียนรู้ ไว้จัดการประชุม การแสดงทางวิทยาศาสตร์ ฯลฯ อีกหนึ่งไฮไลต์ใหม่ล่าสุด คือ สะพานลอยรูปตัววี ที่ยื่นไปในแม่น้ำมอสควา ที่มองกลับมาเห็นโบสถ์เซนต์บาซิลได้ น่าจะเป็นจุดเซลฟี่และถ่ายรูปวิวแห่งใหม่ของเมืองมอสโก อีกหนึ่งส่วนที่น่าสนใจ คือ โรงหนัง 4 มิติ ที่ฉายเรื่อง “Flight above Russia” ที่จะพาเราบินไปดูส่วนต่างๆ ของประเทศรัสเซีย ไล่ตั้งแต่ฝั่งตะวันออกไกล เหนือไกล เขตอูราล คอเคซัส บอลติก รวมทั้งมอสโก และยังมีโรงหนังที่ฉายเรื่อง “Time Machine” ที่จะพาเราย้อนอดีตไปในสมัยก่อน โดยตอนที่ประธานาธิบดีปูตินมาเปิดสวนแห่งนี้ ก็ได้ชมทั้งหนัง 4 มิติ และดูเรื่องประวัติของมอสโก ที่เล่าเรื่องตั้งแต่สมัยผู้ก่อตั้ง คือ เจ้าชายยูริ ดอลโกรูกี้ ในปี 1147 จนถึงการบุกมอสโกของนโปเลียนในปี 1812 สวนแห่งนี้เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2014 จนแล้วเสร็จในปี 2017 และเปิดตัวในวันเดียวกับการจัดงานฉลองครบรอบ 870 ปีกรุงมอสโก
End of content
No more pages to load